ความหมายของ มอก.18000
องค์ประกอบของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ประโยชน์ของมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานประกอบการ

 

6.3 มาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มอก. 18000
  6.3.1 ความหมายของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มอก. 18000

นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความ
ปลอดภัย มอก. 18000 สรุปได้ดังนี้คือ

1. มาตรฐานในด้านการจัดการความปลอดภัยและสุขภาพอนามัย ของผู้ใช้แรงงานเป็นแนว
ความคิดของต่างประเทศที่พัฒนาแล้วและเห็นความสำคัญของอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงาน โรคที่เกี่ยวเนื่อง
จากการทำงานซึ่งเป็นผลเสียต่อการลงทุนของบริษัท เหตุการณ์เหล่านี้สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นโดยระบบ
การบริหารที่ดีและมีประสิทธิภาพ
2. วิธีการดำเนินงานทางด้านสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยที่รัฐบาลและสถานประกอบการ
ทุกแห่งควรให้ความสำคัญ และเล็งเห็นความจำเป็นในการลงทุนจัดการ เพื่อให้ทรัพยากรบุคคลที่เราถือว่ามี
ความสำคัญที่สุดมีสภาพความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
3. วิธีการปฏิบัติงานเพื่อสร้างคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ รักษาคน รักษาสุขภาพอนามัย รักษา
ความปลอดภัยของมนุษย์นั้น เป็นสิ่งพึงปรารถนาและเป็นสิ่งที่ควรให้รางวัลตอบแทน สำหรับโรงงานหรือ
สถานประกอบการที่ปฏิบัติดีเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว
4. มาตรฐานที่สร้างขึ้นมาแล้วรับเข้ามาเพื่อเป็นตัวสร้างภาพลักษณ์ ภาพลักษณ์ในวิชาการโฆษณา
และประชาสัมพันธ์เราเรียกว่าเป็นเทคนิคที่สำคัญที่จะดึงดูดลูกค้าให้มาบริโภคสินค้าของเรา เพราะฉะนั้นตัว
ภาพลักษณ์ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญตัวหนึ่ง แต่ในการสร้างภาพลักษณ์ตรงนี้ต้องเป็นภาพลักษณ์ที่แท้จริง คือ
สามารถปฏิบัติได้
5. ค่านิยมใหม่ที่ทันสมัยและควรเป็นวัฒนธรรมของประชาชนทุกคนในประเทศ คือค่านิยม
ความปลอดภัย ถ้าเราสร้างค่านิยมความปลอดภัยขึ้นมาได้ จะมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพของการทำงาน
และกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนปฏิบัติโดยไม่ต้องบังคับกัน

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) (2546 : 2/10) ได้นิยามของระบบการจัดการ
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย หมายถึง ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในองค์การ ซึ่ง
ประกอบด้วยบุคลากรทรัพยากร นโยบายและขั้นตอนการดำเนินการ โดยมีการทำความประสานกันอย่างมี
ระเบียบและแบบแผน เพื่อปฏิบัติงานที่กำหนดไว้หรือเพื่อให้บรรลุหรือรักษาเป้าหมายที่กำหนดไว้

สรุป มาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย หมายถึง มาตรฐานด้านการจัด
การอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานทุกคนในองค์การ โดยสถานประกอบได้มีการดำเนินการ
อย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงาน เพื่อให้มีวิธีการปฏิบัติงานเพื่อสร้างคุณค่าแห่งความ
เป็นมนุษย์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ และจะมีผลต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


ความเป็นมา


มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Occupational
health and safety management system standards) ตามอนุกรมมาตรฐาน มอก. 18000 นี้ กำหนดขึ้นโดยใช้
BS 8800 : Guide to occupational health and safety (OH&S) management systems เป็นแนวทาง และอาศัย
หลักการของระบบการจัดการตามอนุกรมมาตรฐาน มอก. 9000/ISO 9000 และ มอก. 14000/ISO 14000 เพื่อ
ให้ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเข้ากันได้กับระบบการจัดการอื่น ๆ ขององค์การ

อนุกรมมาตรฐาน มอก. 18000 แบ่งออกเป็น 2 เล่ม ดังนี้

1. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ข้อกำหนด
ตามมาตรฐาน เลขที่ มอก. 18001-2542 (Occupational health and safety management system : specification)
2. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ข้อแนะนำ
ทั่วไปเกี่ยวกับหลักการระบบและเทคนิคในทางปฏิบัติ ตามมาตรฐาน เลขที่ มอก. 18004 (Occupational health
and safety management systems : general guidelines on principle, systems and supporting techniques)

วัตถุประสงค์ของมาตรฐาน มอก. 18000

วีรศักดิ์ ดวงดารา (2543 : 51) ได้อธิบายวัตถุประสงค์ของมาตรฐาน มอก. 18000 ไว้ดังนี้
วัตถุประสงค์ของมาตรฐานนี้ กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดทำระบบการจัดการอาชีว-
อนามัยและความปลอดภัยขององค์การ และพัฒนาปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในด้านต่าง ๆ คือ

1. ลดความเสี่ยงต่ออันตราย และอุบัติเหตุต่าง ๆ ของพนักงานและผู้เกี่ยวข้อง
2. ปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจให้เกิดความปลอดภัย
3. ช่วยสร้างภาพพจน์ความรับผิดชอบขององค์การ ต่อพนักงานภายในองค์การเอง และต่อ
สังคม

คำถามที่ว่าใครคือผู้ที่ควรทำ มอก. 18000 คำตอบก็คือองค์การและทุกคนในองค์การ ไม่ว่าจะเป็น
ผู้ผลิต หรือผู้ให้บริการสามารถนำมาตราฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยไปใช้ได้ทั้งสิ้น

โดยในแต่ละองค์การจะมีการพิจารณาว่ากิจกรรมที่ปฏิบัติอยู่มีอันตรายอย่างไรบ้าง และอันตราย
ดังกล่าวมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด แล้วนำมาจัดลำดับตามขนาดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยการประมาณ
ค่าจากโอกาสที่จะเกิดอันตราย และความรุนแรงของความเสียหายแล้วจึงวางแผนปฏิบัติการควบคุมโดยอาจ
เปรียบเทียบกับข้อกำหนดตามกฎหมาย รวมทั้งวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับกิจกรรมนั้น ๆ แล้วกำหนดเป้าหมาย
ในการดำเนินการในเชิงปริมาณเพื่อความสะดวกในการวัดผลการดำเนินการ

องค์การใดที่มีการควบคุมความเสี่ยงของอันตรายอย่างได้ผล ย่อมมีผลให้การทำงานเป็นไปโดย
ราบรื่นผู้ปฏิบัติงานมีสุขภาพพลานามัยดี ซึ่งจะมีผลให้งานที่ปฏิบัติมีคุณภาพดี นอกจากนั้นยังช่วยลดค่าใช้
จ่ายในด้านต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายเนื่องจากต้องหยุดการทำงานเนื่องจากอุบัติเหตุ แล้วยังช่วย
ให้การทำงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น โดยที่องค์การที่สามารถจัดระบบการทำงานจน
เกิดมาตราฐานการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยได้

1. ความปลอดภัยของตนเองและผลกำไรทางธุรกิจ
2. เพื่อภาพพจน์ที่ดีต่อองค์การ
3. จะเป็นใบเบิกทางที่จะทำให้ธุรกิจหรือสินค้าเข้าสู่ตลาดโลก
4. เป็นการลดต้นทุนการผลิต
5. จ่ายเบี้ยประกันน้อยลง

ถ้าองค์การสามารถบริหารงานโดยที่ไม่มีคนเจ็บป่วย เครื่องจักรอุปกรณ์ไม่เสียหาย กระบวนการ
ผลิตไม่หยุดยั้ง ก็จะได้ประโยชน์ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากนี้ยังช่วยให้วิวัฒนาการด้านความปลอด
ภัยเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องอีกด้วย

     6.3.2 องค์ประกอบของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ภาพที่ 43 องค์ประกอบของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ที่มา : สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, 2542 : 4

องค์ประกอบของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย องค์การต้องปฎิบัติตามขั้นตอน
หลักในการจัดทำดังนี้

1. การทบทวนสถานะเริ่มต้น
องค์การจะต้องพิจารณาทบทวนระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่มีอยู่ เพื่อทราบ
สถานภาพปัจจุบันขององค์การ โดยมีวัตถุประสงค์ในการกำหนดขอบเขตของการนำเอาระบบการจัดการไป
ใช้และเพื่อใช้ในการวัดผลความก้าวหน้า

2. นโยบายอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์การจะต้องกำหนดนโยบายและจัดทำเป็นเอกสารพร้อมทั้งลงนาม
แสดงเจตจำนงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย แล้วมอบหมายให้มีการดำเนินการตามนโยบาย พร้อมทั้ง
จัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นในการดำเนินการ ต้องให้พนักงานทุกระดับเข้าใจนโยบาย ได้รับการฝึกอบรมที่
เหมาะสมและมีความสามารถที่จะปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมทั้งส่งเสริมให้เข้ามามีส่วน
ร่วมในระบบการจัดการ

3. การวางแผน
มีการชี้บ่งอันตรายและประเมินความเสี่ยง รวมทั้งชี้บ่งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อใช้ในการ
จัดทำแผนงานควบคุมความเสี่ยง การวัดผล และการทบทวนระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ได้อย่างเหมาะสมพร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถจัดสรรทรัพยากรได้
ถูกต้องทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร

4. การนำไปใช้และการปฏิบัติ
องค์การต้องนำแผนงานที่กำหนดไว้มาปฏิบัติ โดยมีผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ
จัดให้มีการฝึกอบรมบุคลากร เพื่อให้มีความรู้และความสามารถที่เหมาะสมและจำเป็น จัดทำและควบคุม
เอกสารให้มีความทันสมัย มีการประชาสัมพันธ์เพื่อปลุกจิตสำนึกให้ทุกคนในองค์การตระหนักถึงความรับผิด
ชอบร่วมกัน ให้ความสำคัญ และร่วมมือกันนำไปใช้ปฏิบัติ พร้อมทั้งควบคุมการปฏิบัติให้มั่นใจว่ากิจกรรม
ดำเนินไปด้วยความปลอดภัยและสอดคล้องกับแผนงานที่วางไว้ รวมถึงมีการเตรียมความพร้อมสำหรับกรณี
ที่เกิดภาวะฉุกเฉินขึ้น

5. การตรวจสอบและแก้ไข
ผู้บริหารขององค์การต้องกำหนดให้มีการตรวจติดตามผลการปฏิบัติงานเป็นระยะ ๆ โดยการ
ตรวจประเมินเพื่อวัดผลการปฏิบัติและหาข้อบกพร่องของระบบ แล้วนำไปวิเคราะห์หาสาเหตุและทำการ
แก้ไข แล้วบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

6. การทบทวนการจัดการ
ผู้บริหารระดับสูงขององค์การ จะต้องกำหนดให้มีการทบทวนระบบการจัดการอาชีวอนามัยและ
ความปลอดภัยจากผลการดำเนินงาน ผลการตรวจประเมินรวมทั้งปัจจัยต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปนำมาปรับ
ปรุงการดำเนินงาน เพื่อลดความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และกำหนดแผนงานในเชิงป้องกัน

สรุปองค์ประกอบของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

1. ทบทวนสถานะเริ่มต้น
2. นโยบายอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
3. การวางแผน
4. การนำไปใช้และการปฏิบัติ
5. การตรวจสอบและแก้ไข
6. การทบทวนการจัดการ

6.3.3 ประโยชน์ของมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มอก. 18000

ประโยชน์ที่ได้รับจากการนำมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมาปฏิบัติ
ในองค์การ ได้แก่

1. รักษาป้องกันชีวิต และทรัพย์สินอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุอันอาจเกิดขึ้นในองค์การ
2. เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอุบัติเหตุ และภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความ
เสียหาย และความสูญเสียทั้งด้านชีวิต และทรัพย์สิน
3. ลดรายจ่ายเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน เนื่องจากอุบัติเหตุลดลง
4. สร้างขวัญและกำลังใจแก่พนักงานให้เกิดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยต่อชีวิตการทำงาน
ในองค์การ ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการผลิต
5. ได้รับเครื่องหมายรับรองฯ โดยองค์การที่นำมาตรฐาน มอก. 18001 ไปปฏิบัติสามารถขอให้
หน่วยงานรับรองให้การรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ซึ่งจะทำให้องค์การสามารถ
นำไปใช้ในการโฆษณา และประชาสัมพันธ์ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้ดียิ่งขึ้น และเป็นที่ยอมรับ
ในสังคม
6. เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่การแข่งขันทางด้านการค้าในตลาดโลก

สรุปประโยชน์ที่ได้รับ

1. รักษาป้องกันชีวิต
2. เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอุบัติเหตุ และภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
3. ลดรายจ่ายเงินทดแทน
4. สร้างขวัญและกำลังใจแก่พนักงาน
5. ได้รับเครื่องหมายรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
6. เตรียมวามพร้อมในการเข้าสู่การแข่งขันทางด้านการค้าในตลาดโลก

การนำมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มอก. 18000 ไปใช้

การนำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยไปใช้
จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน ช่วยองค์การลดค่าใช้จ่ายในการรักษา
พยาบาลผู้ปฏิบัติงานและประการสำคัญคือ ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุภายในองค์การ ซึ่งเป็นการแสดงออก
ถึงความห่วงใยขององค์การที่มีต่อพนักงาน นำไปสู่ความมั่นใจในการทำงาน เสริมสร้างคุณภาพขององค์การ
อันก่อให้เกิดความได้เปรียบต่อองค์การ คู่แข่งขันในตลาดการค้า และเป็นผู้นำในวงการธุรกิจ

ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยนี้ สามารถนำมาใช้ได้กับการจัดการขององค์การ
ไม่ว่าประเภทหรือขนาดใด ๆ

การนำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยไปใช้
ในองค์การให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบดังต่อไปนี้

1. ผู้บริหารระดับสูงมีความมุ่งมั่นและตั้งใจแน่วแน่ในการนำระบบมาใช้ และให้การสนับสนุน
อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง
2. ทุกคนในองค์กรมีความเข้าใจ ให้ความสำคัญมีส่วนร่วม และให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง
3. ได้รับการจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ
4. มีการติดตาม และปรับปรุงระบบการจัดการอาชีวอนามัยละความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
ทุกองค์การไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต หรือผู้ให้บริการสามารถนำมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัย
และความปลอดภัยไปใช้ได้ทั้งสิ้น

ในแต่ละองค์การควรจะมีการพิจารณาว่ากิจกรรมที่ปฏิบัติอยู่มีอันตรายอย่างไรบ้าง และอันตราย
ดังกล่าวมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใดแล้วนำมาจัดลำดับตามขนาดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยการประมาณ
ค่าจากโอกาสที่จะเกิดอันตราย และความรุนแรงของความเสียหาย แล้วจึงวางแผนปฏิบัติการควบคุมโดยอาจ
เปรียบเทียบกับข้อกำหนดตามกฎหมาย รวมทั้งวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับกิจกรรมนั้น ๆ แล้วกำหนดเป้าหมาย
ในการดำเนินการในเชิงปริมาณเพื่อความสะดวกในการวัดผลการดำเนินการ

องค์การใดที่มีการควบคุมความเสี่ยงของอันตรายอย่างได้ผล ย่อมมีผลให้การทำงานเป็นไปโดย
ราบรื่นผู้ปฏิบัติงานมีสุขภาพพลานามัยที่ดี ซึ่งจะมีผลให้งานที่ปฏิบัติมีคุณภาพดี นอกจากนั้นยังช่วยลดค่าใช้
จ่ายในด้านต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายเนื่องจากต้องหยุดการทำงาน เนื่องจากอุบัติเหตุ แล้วยังช่วย
ให้การทำงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น

6.3.4 การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานประกอบการ

การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานประกอบการนั้น วชิรวัชญ์ มธุรสสุวรรณ (2544 : 49)
สรุปได้ดังนี้

การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานประกอบการเป็นปัญหาซึ่งยิ่งใหญ่ของสถานประกอบ
การว่าทำอย่างไรที่จะสร้างคุณค่า ความคิดที่เรียกว่าวิสัยทัศน์ด้านความปลอดภัยหรือวัฒนธรรมความปลอดภัย
ด้านความคิดให้เป็น Safety first หลาย ๆ บริษัทพยายามนำวิธีการแผนการดี ๆ เข้ามาใช้ในการสร้างวัฒนธรรม
ความปลอดภัย แต่บางครั้งไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมให้เกิดการยอมรับและปฏิบัติได้

วัฒนธรรม หมายถึง วิถีทางและการดำเนินชีวิตของหมู่คณะ เป็นความแตกต่างของวิถีชีวิตหรือ
การดำเนินชีวิตของแต่ละประเทศ เช่น ทำไมคนเอเซียต่างกับคนยุโรป คนอเมริกาต่างกับคนเอเซีย จึงเป็นวิถี
ทางการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน

วัฒนธรรม หมายถึง การกระทำหรือการแสดงออกของหมู่คณะในองค์กรนั้น ๆ ในความหมายนี้
ลักษณะในแง่ชนชาติ ในแง่ขององค์การ ในแง่ของครอบครัวมีการกระทำหรือมีการแสดงออกที่แตกต่างกัน
วัฒนธรรม หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกของหมู่คณะ การแสดงออกของแต่ละครอบครัว
แต่ละองค์การ แต่ละประเทศ เกิดจากหมู่คณะที่สร้างขึ้นมาจากการเรียนรู้ การปฏิบัติซึ่งกันและกันในองค์การนั้น ๆ

สรุปได้ว่าจากความหมายของวัฒนธรรม ที่ได้กล่าวแล้วจะประกอบกันเป็นพื้นฐานในการสร้าง
วัฒนธรรม

วัฒนธรรมดั้งเดิมขององค์การเกิดขึ้นได้จาก

1. วิธีการคิด (Process of Thinking) ปัจจุบันลักษณะการคิดเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตมีความ
แตกต่างกัน ในอดีตลักษณะการผลิตเน้นเรื่องปริมาณ เพราะหวังว่าเมื่อผลิตแล้วสามารถส่งสินค้าออกขาย
ต่างประเทศได้ ปัจจุบันสถานประกอบการต้องคิดในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งเน้นในเรื่องปริมาณ คุณภาพการส่งออก
ต้นทุน ความยืดหยุ่น การผลิต และการบริการต่าง ๆ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของการคิดเพื่อให้สถานประกอบ
การผลิตสินค้าแข่งขันกับตลาดโลกได้

2. รูปแบบการบริหาร (Management Style) ในอดีตการบริหารเป็นลักษณะของการรอเวลา
มีปัญหาค่อยแก้ไข แต่ปัจจุบันการบริหารเป็นลักษณะของการป้อนกัน (Prevention) ว่าทำแล้วมีปัญหาหรือ
เปล่าแล้วจะป้องกันได้อย่างไร การแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันภายในประเทศ แต่แข่งขันกันในเรื่อง
ของการส่งสินค้าไปต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศ (Globalization)

3. รูปแบบการปฏิบัติงาน (Work Style) ในอดีตเวลาทำการผลิตมีการอบรมเพียงเล็กน้อย ข้อ
กำหนดต่าง ๆ ไม่ได้มาตรฐาน แต่ปัจจุบันจะกล่าวถึงในเรื่องของ SOP (Standard Operating Procedure) มี
ข้อกำหนดต่าง ๆ เข้ามาใช้ พนักงานต้องดูข้อกำหนดและปฏิบัติตามข้อกำหนด อาทิ ISO 9000 เป็นมาตรฐาน
เกี่ยวกับการบริหารงาน ISO 14000 เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 18000 เป็นมาตรฐาน
การจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

4. สภาพแวดล้อมในการทำงาน (Working Condition) ในอดีตผู้ปฏิบัติงานจะคิดเรื่องค่าจ้าง
หรือสวัสดิการเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันต้องดูมาตรฐานในการทำงาน ซึ่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการ
สังคม ได้ออกกฎหมายใหม่ ๆ ขึ้นมา ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานจึงต้องการให้สถานประกอบการ ได้ดำเนินการตาม
มาตรฐานของการทำงาน คนเราเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการใช้มาตรฐานในการทำงานอย่างเดียวคงไม่พอ
ปัจจุบันพูดถึงคุณภาพชีวิต (Quality of work life) เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในสถานประกอบ
การ เช่น เรื่องของสถานที่พักผ่อน กีฬา รวมถึงเรื่องครอบครัว สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง
มีผลกระทบต่อวัฒนธรรมขององค์กร

การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานประกอบการต้องดูเรื่องของทรัพยากร บุคคล จะใช้
คำว่า Value people ซึ่งมองในแง่ของคุณภาพชีวิตของพนักงาน จึงกล่าวได้ว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ใน
สถานประกอบการคือ คน ดังนั้นไม่ว่าลงทุนทำอะไร อาจลงทุนในเรื่องของเครื่องจักร สถานที่ ถ้าไม่ยอม
พัฒนาคนหรือสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับพนักงานแล้ว โอกาสที่สถานประกอบการจะประสบความสำเร็จ อาจ
เป็นไปได้ยาก

วิธีดำเนินการเรื่องความปลอดภัย

วิฑูรย์ สิมะโชคดี (2541 : 23) กล่าวถึงวิธีการดำเนินการเรื่องความปลอดภัยไว้ดังนี้

1. ให้ความรู้ ให้การศึกษาอบรมแก่พนักงานเพื่อให้ทราบรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับความ
ปลอดภัย

2. มีทีมงานรับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัย โดยมีประธานอนุกรรมการ และกรรมการ ซึ่ง
ต้องดูแลเรื่องกิจกรรม เรื่องการวัดผล และกำหนดเป้าหมายในการดำเนินการต่าง ๆ โดยแบ่งเป็น

2.1 คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งจัดตั้ง
ตามหลักของกฎหมาย ประกอบด้วยฝ่ายบริหาร ฝ่ายพนักงาน เข้าร่วมกันทำกิจกรรมเกี่ยวกับความปลอดภัย
2.2 คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงาน (Quality of work life =
QWL) กำหนดแนวทางเป็นกฎหมายละเอียดต่าง ๆ ในเรื่องการตรวจสอบความปลอดภัย ทีมงานจะตรวจ
สอบหรือแนะนำในแต่ละพื้นที่ของหน่วยงาน โดยกำหนดหัวข้อของการตรวจสอบและมีรายละเอียดในการ
ให้คะแนนเกี่ยวกับการตรวจสอบและประเมินผลด้านความปลอดภัย
2.3 แผนกความปลอดภัยและอาชีวอนามัย มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยคอยแนะนำชี้แจง
แนวทางต่าง ๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยให้กับพนักงานได้รับทราบ
2.4 คณะกรรมการปรับปรุงคุณภาพ โดยนำแนวทางการบริหารคุณภาพมาใช้ในเรื่องการ
พัฒนาคุณภาพความปลอดภัย โดยให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงด้านความปลอดภัย และมีรางวัลต่าง ๆ
ให้ผู้ที่ส่งข้อเสนอแนะและสามารถนำไปปรับปรุงพัฒนาเรื่องความปลอดภัยได้

3. รณรงค์หรือประชาสัมพันธ์ เพื่อให้พนักงานได้เกิดการกระตุ้นรับทราบและติดตามข้อมูล
ต่าง ๆ เช่น

- รณรงค์ให้พนักงานเดินชิดขวา
- การสนทนาความปลอดภัยก่อนการทำงาน 5 นาที
- การออกกำลังกายก่อนการปฏิบัติงาน
- การประเมินตนเองด้านความปลอดภัย มีการให้คะแนนซึ่งกันและกัน ตรวจสอบเรื่องของการทำความสะอาด เช่น 5 ส (สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะและสร้างนิสัย)
- จัดสัปดาห์ความปลอดภัย
- วันเพื่อสุขภาพ วันแรงงานสัมพันธ์ และวันครอบครัว
- จัดทำวารสารให้ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา
- เสียงตามสาย

4. สร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วม ผู้บริหารระดับสูงต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ และ
พนักงานต้องมีการดูแลตนเอง ต้องศึกษาพยายามเข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้านความปลอดภัย

5. ทำให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยการสร้างจิตสำนึก ทำอยู่บ่อย ๆ มีการติดตามผล
ซึ่งจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต

6. ความต่อเนื่อง ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการ ได้แก่

6.1 ผู้บริหารระดับสูงต้องเป็นผู้นำด้านความปลอดภัย มีคำมั่นสัญญา และสนับสนุน มีการ
จัดเตรียมงบประมาณเพื่อให้สามารถดำเนินการเรื่องความปลอดภัยได้ และมองในเรื่องของบุคลากรเพื่อให้
สามารถดำเนินความปลอดภัยได้ และมองในเรื่องของบุคลากรเพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วมในเรื่องความ
ปลอดภัย
6.2 ผู้บริหารระดับกลางหรือผู้จัดการ ต้องวางแผนป้องกันและดูแลส่งเสริมพนักงานให้
ปฏิบัติตามแผนที่วางไว้
6.3 หัวหน้างาน ต้องดูแลมาตรฐานดำเนินงาน ต้องช่วยพนักงานวิเคราะห์งานเกี่ยวกับเรื่อง
ความปลอดภัย (Job safety analysis) และจัดสรรเรื่องของอุปกรณ์ความปลอดภัย
6.4 พนักงาน ต้องดูแลตนเองในการสร้างจิตสำนึกในทุก ๆ เรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัย

สรุปการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานประกอบการต้องการลงทุนเสมอ ต้องสร้าง
จิตสำนึกของผู้ปฏิบัติงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัยต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม
ที่อยู่รอบข้าง สร้างจิตสำนึกขึ้นภายในองค์การ ให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย โดยจะพิจารณา
จากสิ่งแวดล้อม สังคมความเป็นอยู่ของคนในองค์การ

จุดด้อยของการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเกิดจากสภาพของสังคม และความเป็นอยู่แบบ
ง่าย ๆ สบาย ๆ ชอบเสี่ยง ชอบฝ่าฝืน ดังนั้นสังคมจึงเป็นตัวแปรที่สำคัญในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย
และทุกคนในชาติต้องมีจิตสำนึกร่วมกันเพื่อสร้างคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์