6.1.2  องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)
การปฏิบัติงานขององค์กร  เมื่อเริ่มทำงานก็จะต้องมีการเรียนรู้วิธีการทำงานเรียนรู้สภาพแวดล้อม  วิธีการปฏิบัติกฎระเบียบ  การสอนงาน  ซึ่งเป็นการที่กำลังเข้าสูงองค์กรแห่งการเรียนรู้  โดยปกติองค์กรต่าง ๆ มีการพนักงาน  โดยการกระตุ้น และจูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้  และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตนเองและหน่วยงานให้กว้างขวางขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของหน่วยงาน  ด้วยการส่งเสริมให้มีการบริหารองค์ความรู้ขั้นพื้นฐานดังนี้
1.  การรวบรวมความรู้และประสบการณ์ของบุคลากรไว้เป็นหมวดหมู่ รวมทั้งเพิ่ม พูนองค์ความรู้เดิม
2.  การสร้างระบบสารสนเทศที่เข้าถึงง่าย
3.  การแบ่งปันและการสื่อสารแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน


ความหมายขององค์กรแห่งการเรียนรู้
ในโลกแห่งการแข่งขันในปัจจุบันทุกคนจำเป็นต้องพัฒนาความรู้สามารถของตนเอง  อันจะนำไปสู่สังคมแห่งความรู้ (Knowledge Society) ได้ในที่สุด   ดังนั้นหากพิจารณาในส่วนของการบริหารงานในองค์กร ผู้บริหารจึงมีความจำเป็นต้องส่งเสริมหรือทำให้องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อันมีลักษณะตามที่ นักวิชาการให้ความหมายไว้ว่า


องค์กรแห่งการเรียนรู้  หมายถึง องค์กรที่บุคลากรในทุกระดับ ทั้งปัจเจกบุคคลและส่วนรวมเพิ่มความสามารถอย่างต่อเนื่องที่จะผลิตผลงานที่ปรารถนา
องค์กรแห่งการเรียนรู้  หมายถึง  องค์กรที่ผู้คนต่างขยายขีดความสามารถเพื่อสร้างผลงานที่พวกเขาต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคตและผู้คนใน องค์กรต้องการเรียนรู้วิธีที่จะเรียนรู้ด้วยกันอย่างต่อเนื่อง
องค์กรแห่งการเรียนรู้  เป็นองค์กรที่มุ่งเน้นและจูงใจให้สมาชิกทุกคนมีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา  เพื่อศักยภาพของตนเองและขององค์กร  ทั้งนี้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในด้านเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  วัฒนธรรม  ภายใต้สภาวะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  และยากแก่การพยากรณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  แต่ละคนจึงต้องพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา  เพราะความรู้ที่เคยมีมาให้อดีตถูกท้าทาย   โดยความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
ข้อแนะนำในการสร้างองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้                                                                    

1.  องค์กร (หรือบริษัท) นั้น ๆ จะต้องสร้างวัฒธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นให้ได้เสียก่อน เริ่มจากการสอนงานพนักงานเข้าใหม่ (ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทำงาน) ในหน่วยงานว่าเมื่อน้องใหม่เข้ามา เขาควรจะต้องเรียนรู้อะไรในหน่วยงานที่จะมอบหมายให้เขาทำบ้าง ต่อจากนั้นในเรื่องของการฝึกอบรมว่า   พนักงานคนไหนควรจะได้รับการฝึกอบรมด้านใดเพิ่มเติม  เสริมทักษะให้เขามีพัฒนาการดีมากยิ่งขึ้นเพื่อให้เขาเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า
ในข้อนี้ไม่ได้มีเพียงการจัดการอบรมอย่างเป็นทางการเท่านั้น  วัฒนธรรมของการเรียนรู้ในข้อนี้ยังหมายความรวมถึงการส่งเสริมให้พนักงานมีการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ที่ไม่เป็นทางการ  เช่น  การอ่านหนังสือพิมพ์  วารสาร  สารคดี  ฯลฯ ซึ่งในส่วนนี้แต่ละท่านควรจะต้องขวนขวยหาความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ใส่ตัวเอง  โดยยึดหลักอ่าน  ฟัง  คิด  ทำ  นั่นคือ  ถ้าท่านไม่ชอบอ่านหนังสือ ท่านก็ต้องฟังให้มากขึ้นคิดให้มากขึ้น  และต้องนำสิ่งที่ได้อ่าน  ได้ฟัง  ตลอดจนได้คิด  มาลงมือปฏิบัติให้ประสพผลสำเร็จ
2.  ต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  นั่นก็คือเมื่อมีการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แล้ว  ก็จะต้องมีการดำรงการเรียนรู้นั้นอยู่โดยตลอด  เช่น  นักมวย  ก่อนที่เขาจะขึ้นชกบนเวทีหวังชกชนะคู่ต่อสู้โดยไม่ต้องซ้อมคงยาก  ดังนั้นเมื่อกลับมาดูตัวเราก็เหมือนกัน  วันนี้เราอยู่บนเวที  ไม่ว่าจะรับบทอะไรก็ตาม  เราก็จะต้องฟิตซ้อมอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง  เพื่อไม่ให้แพ้
3.  ท่านจะต้องมีการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดในงานที่ทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ  คือคอยแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยมีการตรวจสอบในจุดสำคัญ ๆ ในงานของท่านเป็นระยะ ๆ อย่างสม่ำเสมอ  เพื่อลดความผิดพลาด  ทั้งยังจะเป็นข้อมูลให้ท่านปรับปรุงงานต่อไปได้อีก
4.  ต้องมีการเรียนรู้ให้มากกว่าหรืออย่างน้อยเท่ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  ถ้าพูดง่าย ๆ  ก็คือจะต้องเท่าทันหรือทราบข่าวคราวต่าง ๆ ที่จะมีผลกระทบกับตัวท่านหรือหน่วยงานของท่าน  เพราะสิ่งเหล่านี้คือความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น


หลักขององค์กรแห่งการเรียนรู้
Peter Senmge เป็นคนค้นคิดหลัก 5 ประการ เขาสอนอยู่ที่ Sloan School of Management M.I.T ซึ่งหลัก 5 ประการนี้จะประกอบด้วย

1.  Personal Mastery บุคคลที่รอบรู้ คือการใฝ่ใจในการพัฒนาตนเอง ซึ่งท่านจะต้องฝึกตนเองให้มีไฟของการเรียนรู้ให้สว่างลุกโพลงในตัวเองอยู่เสมอ ก็คือท่านควรจะต้องกระตือรือร้นในการใฝ่รู้ใฝ่เรียน ขวนขวาย เพื่อเรียนรู้โดยเริ่มที่ตัวเองก่อนอื่นใด
2.  Mental Model รูปแบบความคิด คือการที่นำความรู้ที่ได้มานั้นมาทำให้เกิดปัญญาเพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ในการทำงาน โดยปรับความคิด หรือความเชื่อต่าง ๆ ด้วยข้อมูลที่ใหม่อยู่เสมอ เช่น เมื่อ 3 ปีก่อนทางเคยนั่งรถเมล์จากศูนย์การประชุมฯ ของเราไปหาเพื่อนที่อนุสาวรรีย์ชัยสมรภูมิท่านต้องใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง (ในชั่วโมงเร่งด่วน) วันนี้เพื่อนของท่านโทรฯ มาบอกว่าขอให้ท่านพบเขาพรุ่งนี้เวลาเย็น ๆ หากท่านยังไม่ปรับความคิดใหม่โดยยังมีความเชื่อเดิมว่า  ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ก็เลยไม่ค่อยอยากไปพบเพื่อนหรืออาจจะเบี้ยวนัดเสียเลย แต่หากท่านปรับปรุงความเชื่อเก่านั้นด้วยข้อมูลใหม่ ๆ แล้วจะพบว่าท่านใช้เวลาไม่กี่นาทีก็สามารถไปถึงจุดนัดพบด้วยการขึ้นรถไฟฟ้า BTS ได้เป็นต้น
3.  Share Vision  วิสัยทัศน์ร่วม ในเรื่องนี้คือการมุ่งเน้นการทำงานเป็นทีม  คิดเป็นทีมและมีหัวใจการทำงานเป็นทีม  คิดเป็นทีมและมีหัวใจให้กับทีมงาน โดยทุก ๆ สมาชิกของทีมงานจะต้องทราบเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ไปสู่ผลสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ในการทำกิจกรรม  Walk Rally  ถ้าไม่มีแผนที่แจ้งให้ทราบว่า  RC  อยู่ที่ไหนบ้าง  ซึ่งแผนที่นั้นก็คือการ Walk Rally  เป็นแน่นอน  ซึ่งแผนที่นั้นก็คือการ  Share Vision  ร่วมกันระหว่างท่านและทีมงานในทีมทุกคน  ว่าเราจะเริ่มต้นที่ใดสิ้นสุดที่ใด เส้นทางเป็นอย่างไร  เมื่อรับทราบตรงกันเช่นนี้การทำงานก็จะสะดวกขึ้นมาก
4.  Team Learning การเรียนรู้เป็นทีม ในเรื่องนี้ เป็นการสร้างการเรียนรู้งานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่าย Sales ก็ควรจะต้องรู้ว่า R&D เขาทำงานอะไรบ้าง มีข้อจำกัดในงานอย่างไร ฝ่าย Operation ก็ควรจะทราบว่าฝ่าย Sales มีการติดต่องานลูกค้าไว้อย่างไร และมีอะไรที่จะเป็นปัญหาเมื่อมีการจัดงานบ้าง ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้มีการประสานงานกันได้ดีขึ้น
5.  Systems Thinking ความคิดเป็นระบบ เมื่อผ่านกระบวนการทั้ง 4 ขั้นข้างต้นมาแล้ว ก็เปรียบเสมือนเห็นกระบวนการทั้งหมด และจากนั้นจะมีมุมมองในลักษณะกว้างมากขึ้น ที่เรียกว่า มองอย่างมหภาค (macro) หรือมองอย่าง Bird Eye View ในขั้นนี้จะคิดได้แบบเป็นระบบ และสามารถหาเหตุผลเชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่าง ๆ ได้


รูปแบบการรวบรวมองค์ความรู้


Library
หมายถึง ห้องสมุดสำหรับให้บุคลากรในหน่วยงาน ใช้ศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง มีหนังสือ วารสาร เอกสารวิชาการ เทป วิดีโอ ให้บริการ นอกจากนี้ตามหน่วยงานระดับแผนกได้มีการจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นห้องสมุดประจำหน่วยงานเพื่อจัดเก็บหนังสือ, แผ่น CD, เทป วิดีโอต่างๆ รวมทั้งได้มีการบริหารจัดการระบบห้องสมุด เช่น การลงทะเบียนหนังสือ, การแสดงรายชื่อหนังสืออื่นๆ ทาง Webpage, การยืม-คืน, วิธีการนำหนังสือออกจากห้องสมุดด้วย

Case Study
หมายถึง การศึกษาเรื่องราวหรือบทวิเคราะห์ที่รวบรวมและเรียบเรียงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หาข้อสรุปแล้วนำมาเขียนรายงานเป็นกรณีศึกษา และจัดทำเป็นรูปเล่มเพื่อผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง หรือสนใจสามารถนำมาใช้ศึกษาภายหลังได้

Best Practice
หมายถึง การรวบรวมข้อมูลที่มั่นใจว่าเป็นตัวอย่างการปฏิบัติงานที่ดีที่สุดไว้ในหน่วยงาน มาใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน                                                                                              

Innovation
หมายถึง การพัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ หรืการทำงานใหม่ๆ โดยใช้ข้อมูล เหตุผล และความคิดสร้างสรรค์ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือดำเนินการสิ่งใหม่ ๆ เป็นต้น เกี่ยวกับเรื่องนี้


Self Learning

หมายถึง การเรียนรู้ด้วยตนเองที่สอดคล้องกับภารกิจขององค์กร โดยใช้สติปัญญาส่วนตนแล้วนำความรู้ที่ได้มาถ่ายทอดให้ผู้ร่วมงานในกลุ่มเดียวกันให้มีความรู้เพิ่มมากขึ้น


Training program
หมายถึง การจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้กับผู้ปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มความรู้ พัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถสูงขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาหน่วยงาน ไปสู่สังคมแห่งปัญญาและการเรียนรู้หน่วยงาน  ด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
-  การบรรยายทางวิชาการ
-  การอบรมแบบ On the Job Training
-  การส่งผู้ปฏิบัติงานไปอบรมหลักสูตรต่างๆ

 

Nrod Webpage
หมายถึง ข้อมูลสารสนเทศที่เผยแพร่ทาง Website เช่น ข้อมูล, ข่าวสาร, รายงานการประชุมต่าง ๆ มี Webpage ของทุกหน่วยงานถึงระดับแผนก ซึ่งสามารถนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งหน่วยงานของตนเองและหน่วยงานอื่นๆ ได้ โดยง่าย สะดวก และรวดเร็ว


Document Room
หมายถึง ห้องเก็บเอกสารจำพวกหนังสือสัญญา คู่มือแบบ เอกสารรายงานต่าง ๆ ไว้เป็นหมวดหมู่


External Knowledge
หมายถึง การเรียนรู้หรือองค์ความรู้ที่ได้มาจากหน่วยงานภายนอก อันจะได้มาจากการซื้อเทคโนโลยี/โปรแกรมที่มีอยู่จากต่างประเทศ/ในประเทศเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด


Working Knowledge
หมายถึง การเรียนรู้ที่เกิดจากการทำงาน นำไปจัดทำเป็นคู่มือการปฏิบัติงานเพื่อการใช้ประกอบการทำงานต่อไป

Competency Based Management
หมายถึง การจัดการศักยภาพของบุคลากรในองค์กรอย่างเป็นระบบ โดยการประเมินศักยภาพของปฏิบัติงานแล้วนำผลการประเมินนั้นมาจัดทำเป็นหลักสูตรการอบรม เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพของผู้ปฏิบัติ

Knowledge Sharing Board
หมายถึง แหล่งหรือเวที หรือช่องทางความรู้ หรือแหล่งค้นหาความรู้ หรือการเสนอบทความทางวิชาการ หรือแนวคิดในเรื่องใดๆ ที่เสนอให้บุคคลทั่วไปทราบ ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น Webpage, Web board, Board ประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
                     

Equipment Show Room
หมายถึง สถานที่ตั้งแสดงอุปกรณ์ซึ่งปลดออกจากใช้งาน และนำมาจัดแสดงแยกเป็นหมวดหมู่ เรียงลำดับจากรุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุด เพื่อให้บุคคลรุ่นหลังได้ศึกษา โดยการจัดทำ Equipment Show Room


การสร้างระบบสารสนเทศที่เข้าถึงง่าย
จากองค์ความรู้ที่รวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ตามที่กล่าวในข้อ 1 ควรมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนองค์ความรู้ที่รวบรวมไว้ไปสู่ระบบอิเลคทรอนิคส์มากขึ้น เพื่อพัฒนาความสามารถทางด้านองค์ความรู้ให้มีฐานที่มั่น  ดังนั้นจึงสร้างระบบที่ทำให้สามารถนำเอาองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวางและเหมาะสม     โดยวิธีการสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศ  ที่ง่ายที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้  โดยใช้วิธีการเผยแพร่ทาง  Webpage และ Mail Box


การแบ่งปันและการสื่อสารแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน
นอกจากจะพยายามให้เป็นองค์กรที่มีการเรียนรู้แล้ว  องค์กรควรพยายามที่จะเป็นหน่วยงานที่มีของการแบ่งปัน (Share)  และแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน โดยใช้ลักษณะของการสอน นั่นคือทุกคนในหน่วยงาน ทำหน้าที่เป็นผู้สอนกันเอง ดังนั้นทุกคนในหน่วยงานจะทำหน้าที่สอน ทุกคนคือผู้เรียน โดยใช้วิธีการฝึกอบรมภายในหน่วยงาน (In – house Training) หัวข้อที่ฝึกอบรมหลัก ๆ ก็คือมาตรฐานการทำงานหรือหัวข้อที่มีความจำเป็นและสอดคล้องกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน


ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

  • พนักงานงานในองค์กรนั้น ๆ มีอิสระที่จะพูดในสิ่งที่ตนได้คิด  หรือได้เรียนรู้มาและถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นให้กับสมาชิกในองค์กรนั้น
  • มีการเรียนรู้ข้อผิดพลาดเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่อไป
  • องค์กรนั้นจะต้องส่งเสริมทางความคิดของพนักงาน  ไม่ใช่ว่าหากพนักงานไม่คิดอย่างที่องค์กรต้องการแล้ว จะเป็นความคิดที่ผิด  ซึ่งแท้ที่จริงแล้วทุกคนก็มีสิทธิคิดผิดได้  เพียงแต่ว่าเมื่อผิดพลาดไปก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง
  • องค์กรนั้นมักจะหารูปแบบใหม่ ๆ ในการทำงาน  ไม่ยึดติดกับกฎระเบียบมากเกินไปเพราะหากกฎระเบียบไม่เอื้ออำนวยซึ่งอาจจะเนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป   เราก็สามารถแก้ไขได้
  • มีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ทุกระดับ  ไม่มีการผูกขาดทางความคิดว่าฉันคิดถูก  หรือฉันเก่ง  ฉันแน่อยู่คนเดียว
  • มีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  โดยองค์กรนั้นจะมุ่งเน้นการสร้างทีมงาน  มีการทำงานเป็นทีม  คิดอย่างเป็นทีม  ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นทีม  และทำงานประสานกันอย่างเป็นทีม  อย่างที่เรียกว่า  Think Like a Team, Feel Like a Team  และ  Work Like a Team
  • มีการให้รางวัลแก่ผู้ที่สร้างผลงานใหม่ ๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ