3.3.3 ประโยชน์ของจริยธรรมทางธุรกิจอย่างมีจริยธรรม
จริยธรรมขององค์กรธุรกิจ ช่วยให้ทุกคนในองค์กรรู้ว่า มาตรฐานทางจริยธรรมมีอย่างไร จะปฏิบัติต่อผู้เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียในลักษณะใด ซึ่งหมายรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานต่อพนักงานด้วยกัน พนักงานกับฝ่ายบริหารหรือฝ่ายจัดการ พนักงานกับลูกค้าหรือคู่ค้า ตลอดจนแนวปฏิบัติขององค์กรต่อผู้ถือหุ้น ต่อชุมชนและสังคม จริยธรรมขององค์กรธุรกิจจึงมีคุณค่าต่อองค์กรหรือผู้เกี่ยวข้องหรือประชาคมโดยรวม ซึ่งประโยชน์ต่าง ๆ ที่มองเห็นได้ชัดเจน คือ
1. เสริมสร้างชื่อเสียงต่อองค์กรธุรกิจในการประกอบการ ที่มีความยุติธรรมและความรับผิดชอบ
2. ช่วยเสริมสร้างและรักษามาตรฐานความประพฤติของผู้เกี่ยวข้องทุกคนในองค์กร
3. ช่วยให้พนักงานทุกฝ่ายทั่งทั้งองค์กรทราบและเข้าใจอย่างชัดเจนว่า องค์กรตั้งใจจะทำอะไร อย่างไร และองค์กรคาดหวังการประพฤติของพนักงานใดมาตรฐานใด
4. สร้างความภาคภูมิใจระหว่างพนักงานและช่วยให้จุดเน้นในการประพฤติปฏิบัติเพื่อองค์กรมีน้ำหนักและชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ประโยชน์ต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นภาพที่อำนวยประโยชน์ต่อการบริหารและการจัดการในการเสริมสร้างจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจขององค์กร หากจะมองถึงประโยชน์ที่องค์กรธุรกิจได้รับโดยตรงในการบริหารธุรกิจอย่างมีจริยธรรมซึ่ง Ethics Resource Center ได้ทำการสำรวจวิจัยพบว่า องค์กรธุรกิจได้รับประโยชน์โดยตรงดังนี้
1. ได้รับการปกป้องทางกฎหมาย (78%)
2. เพิ่มความภาคภูมิใจของพนักงานและความจงรักภักดีต่อองค์กร (74%)
3. เพิ่มค่านิยมของลูกค้าและสาธารณชน (ภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัท) (66%)
4. ป้องกันการสูญเสียด้านผลผลิต และได้รับผลดีขึ้น (64%)
5. ลดการให้สินบนและการให้เปล่า (58%)
6. ปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ / บริการให้ดีขึ้น (14%)
7. การเพิ่มผลผลิตดีขึ้น (12%)
ผลการสำรวจนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่สำคัญคือฝ่ายบริหารขององค์กร มีการรณรงค์ส่งเสริมตลอดจนการ ให้รูปแบบและความพยายามโดยวิธีการต่าง ๆ ในการนำจริยธรรมที่กำหนดขึ้นไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง และมีการตรวจสอบและติดตามผลในการนำไปใช้อย่างต่อเนื่องด้วย
จรรยาบรรณในการการพัฒนาอุตสาหกรรมใด ๆ ก็ตามจะไม่สามารถบรรลุผลที่ยั่งยืนได้ หากการพัฒนานั้นปราศจากการพัฒนาคนให้มีจิตสำนึกในการประกอบธุรกิจที่คำนึงถึงสังคม หากเราลองจินตนาการถึงสภาพการณ์ของโลกอนาคตที่เป็นผลมาจากผู้ที่ได้ชื่อว่าผู้ประกอบการ ทุกคนต่างพยายามอย่างเต็มที่ในการประกอบกิจการของตนให้ได้กำไรสูงที่สุด มีส่วนแบ่งตลาดในอันดับต้น ๆ จากการจัดลำดับ มีกำไรเป็นกอบเป็นกำเข้ากระเป๋าของตน และประสบความสำเร็จในชีวิตตามที่ตนเองใฝ่ฝัน หากผู้ประกอบการทุกคนมีลักษณะเช่นนี้ สังคมและโลกของเราจะเป็นอย่างไร หากท่านเคยชมภาพยนตร์เรื่อง “Water World” ที่เข้ามาฉายในบ้านเรา ที่มี เควิน คอสเนอร์ เป็นดารานำนั้น เราอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป เป็นสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ในโลกเกินไป สิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ในโลกของเรา เราลองทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้นในโลกของเราแล้ว แกะที่ประเทศชิลีที่อยู่ขั้วโลกใต้ตาบอดนับร้อยตัว เนื่องจากโอโซนทะลุ หิมะที่ขั้วโลกเหนือละลายเร็วกว่าปกติ ขณะที่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงใหญ่ของประเทศไทยเกิดเหตุการณ์ออกซิเจนในแม่น้ำ 4 สายหลักของประเทศ 0.2-0.4% ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่ต้องมีค่าเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% ซึ่งเป็นผลมาจากโรงงานอุตสาหกรรม การเกษตรกรรม และการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเหล่านี้ไม่สามารถนำน้ำนั้นมาใช้อุปโภคและบริโภคได้อย่างเมื่อก่อน ถึงตรงนี้ท่านคงไม่คิดว่าการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างมีจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อสังคม เพื่อรักษาโลกให้น่าอยู่เป็นเรื่องเสียเวลาและไร้สาระอีกต่อไป
ในฐานะของผู้ประกอบการที่เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างไม่ผิดกฎหมายนั้น จัดว่าเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการทำให้สังคมของเราน่าอยู่และมีทรัพยากร ธรรมชาติไว้ใช้ได้ตลอดไป จรรยาบรรณทางธุรกิจเปรียบเสมือนศีล 5 ที่เป็นกรอบให้เราชาวพุทธยึดถือเป็นแนวทางในการครองชีวิตอย่างสงบสุข ปราศจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงแล้วเราปฏิบัติตามกรอบของศีล 5 น้อยมาก จึงส่งผลให้เกิดการเบียดเบียนกันหลายรูปแบบ และเกิดผลกระทบหลายฝ่าย ในขณะเดียวกัน จรรยาบรรณทางธุรกิจ (Business Ethics) ซึ่งเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบธุรกิจ
ยึดเป็นแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมทางธุรกิจเพื่อสร้างสรรค์ และจรรโลงไว้ซึ่งสังคมที่ดีและน่าอยู่สำหรับเพื่อมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ การดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณนั้น หมายถึงการไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ซึ่งเราสามารถพิจารณาแบ่งออกได้เป็น 8 ประการคือ
1. เว้นจากการเบียดเบียนลูกค้า ได้แก่ ไม่กักตุนสินค้า ไม่ส่งชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบราคาถูกแต่ไร้คุณภาพเมื่อของขาดแคลน ใช้อะไรปลอมทำให้ลูกค้าผลิตสินค้าไม่ได้ตามต้องการ หรือเกิดของเสีย (Defect) ไม่แสวงหากำไรที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้บริโภค ไม่ผลิตสินค้าที่ต่ำกว่ามาตรฐานและเป็นจริงตามโฆษณา
2. เว้นจากการเบียดเบียนผู้จัดส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ (Supplier) หรือหุ้นส่วน ได้แก่ กดราคา ปิดบังข้อมูล ไม่จ่ายเงินตามกำหนด ยืดเวลาการชำระเงิน ตำหนิสินค้าว่าไม่ดีเพื่อให้ลดราคามาก ๆ เอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ
3. เว้นจากการเบียดเบียนพนักงาน เช่น ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา ใช้แรงงานเด็ก กดค่าแรง ไม่ให้สวัสดิการที่ควรให้ สภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่ส่งเสริมให้พนักงานได้พัฒนาความรู้ความสามารถ การแบ่งผลประโยชน์ให้พนักงานไม่เป็นธรรม
4. เว้นจากการเบียดเบียนคู่แข่งผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของ เช่น ไม่จ่ายเงินปันผล ไม่ให้ข้อมูลที่แท้จริง นำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วไม่ใส่ใจในการบริหาร บริหารองค์กรเพื่อผลระยะสั้น ๆ ไม่ได้มุ่งเพื่อความก้าวหน้าขององค์กรในระยะยาว
5. เว้นจากการเบียดเบียนคู่แข่ง เช่น ปล่อยข่าวลือที่ไม่ดี ให้สินบนหรือใช้อิทธิพลเพื่อแย่งลูกค้า ซื้อข้อมูลหรือความลับ ฯลฯ
6. เว้นจากการเบียดเบียนราชการ เช่น หลบเลี่ยงการจ่ายภาษีทีถูกต้องจ่ายเงินให้ใต้โต๊ะ ขายอุปกรณ์ เครื่องมือให้หน่วยราชการราคาสูงกว่าปกติ ส่งงานล่าช้าทำให้เกิดผลเสียหายต่อราชการ
7. เว้นจากการเบียดเบียนสังคม เช่น ขายของแพง โฆษณาหลอกลวงผู้บริโภค กักตุนสินค้า บรรทุกของเกินทำให้ถนนทรุด หาบเร่ขวางทางเท้า
8. เว้นจากการเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม เช่น ไม่มีระบบการจัดการกับของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต ทำให้เกิดมลภาวะ ได้แก่ น้ำเสีย อากาศเสีย กากอุตสาหกรรมที่มีสารพิษ ฯลฯ ตลอดจนส่งเสียงหรือกลิ่นรบกวน ผลิตสินค้าและบริหารที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


จรรยาบรรณทางธุรกิจ (Business Ethics) ในที่นี้พิจารณาและกำหนดกรอบของความหมายจากมุมมองของการละเว้นจากการเบียดเบียนตามแนวทางของศีล 5 ในพระพุทธศาสนา เป็นการชี้นำให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการไม่เบียดเบียน 8 ประการดังกล่าว มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาตามมาเช่น ต่างมุ่งแข่งขันกันค้าขาย ทำธุรกิจโดยหาวิธีการต่าง ๆ อาทิ ให้เงินใต้โต๊ะ ใช้อิทธิพล หลีกเลี่ยงภาษีเพื่อหวังผลกำไรเฉพาะตัว ขณะที่ผู้ประกอบการอื่นที่เป็นคู่แข่งแต่มีจรรยาบรรณ มุ่งเน้นในการปรับปรุงการเพิ่มผลผลิต ปรับปรุงกระบวนการผลิต การบริหาร ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาคุณภาพ และพัฒนาบุคลากร อีกทั้งเสียภาษีและปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ ไม่ สามารถแข่งขันได้
ดังนั้น ถ้าประเทศไทยของเรามีแต่ผู้ประกอบการที่ไม่มีจรรยาบรรณ สังคมคงไม่น่าอยู่ ถ้าผู้ประกอบการทุกคนร่วมแรงร่วมใจในการรณรงค์สร้างสังคมที่น่าอยู่ ด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณ ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่น่าอยู่ และมีทรัพยากรธรรมชาติเพียงพอที่จะให้นักลงทุนที่ใช้มันให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง และต่อประเทศชาติบ้านเมืองตลอดไป